สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Lude.Me

วัฒนธรรม : ประเพณี

วัฒนธรรม และประเพณี
 
ของอำเภอทุ่งเสลี่ยม

   วัฒนธรรม ประเพณีเป็นวิถีชีวิต และวิธีการคิดของชุมชน ประชาชนในชุมชน ท้องถิ่น  
แต่ละแห่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของตนเอง          
  อำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นอำเภอหนึ่งในเก้าอำเภอของจังหวัดสุโขทัย ที่มีวัฒนธรรมประเพณี
ที่แตกต่างจากอำเภออื่น ๆ เนื่องจากเหตุที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอเถิน  
จังหวัดลำปาง ซึ่งมีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง      
  วัฒนธรรม ประเพณีของอำเภอทุ่งเสลี่ยม ที่จะนำเสนอในที่นี้ มีดังต่อไปนี้    
  1.  วัฒนธรรมด้านภาษา
   * ภาษาพูด : ภาษาพูดของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยมส่วนใหญ่เป็นภาษาพื้นเมืองแบบล้านนาไทย
ซึ่งเรียกตนเองว่า "ไตยวน (ไต-ยวน)" หรือ "ไทยโยนก (ไทย-โย-นก)" ซึ่งมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีจุดเด่นคือ  
        สำเนียงหรือการออกเสียงการพูด
   สำเนียงหรือการออกเสียงการพูด จะออกเสียงเป็นเสียงตรี และเสียงจัตวา เช่น
ตุ๊กแต๊ ๆ (ทุกข์แท้ ๆ), กิ๋นป๋าลำแต๊ ๆ (กินปลาอร่อยจริง ๆ)        
       ตัว ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นตัว   เช่น ช้าง เป็น จ๊าง : เชียงใหม่ เป็น เจียงใหม่
       ตัว ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นตัว   เช่น ฉิ่ง เป็น สิ่ง : ฉำฉา เป็น สำสา
       ตัว ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นตัว เช่น ที่ เป็น ตี้ : ทุ่ง เป็น โต้ง  
       ตัว ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นตัว เช่น เรา เป็น เฮา : โรง เป็น โฮง  
       ตัว ส่วนใหญ่จะออกเสียงเป็นสระออขึ้นนาสิก ยะ เป็น ยอ+สระอะ (ขึ้นนาสิก)
       สระเอือ ส่วนใหญ่ออกเสียงเป็นสระเอีย เช่น เสือ เป็น เสีย : เกลือ เป็น เกี๋ย
                   
        การตั้งชื่อของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม
   การตั้งชื่อตามวันเกิด เป็นที่นิยมที่สุด เพราะจำง่าย สะดวกแก่พ่อแม่ในการ
จำวันเกิดของลูก เพราะในอดีตยังไม่ค่อยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น    
          *  คนเกิดวันจันทร์ จะชื่อ จั๋นคำ, จั๋นแก้ว, จั๋นเป็ง  เป็นต้น    
          *  คนเกิดวันเสาร์ จะชื่อ เสาร์คำ, เสาร์แก้ว, เสาร์วัน เป็นต้น    
          *  การตั้งชื่อตามความเชื่อถือ เช่น ถ้าเป็นเด็กเลี้ยงยาก จะตั้งชื่อเป็นสัตว์ เช่น
นายหมา, นายหมู, นางตุ่น เป็นต้น / ถ้าเป็นลูกคนหัวปี มักชื่อว่า ปี๋ เช่น ปี๋แก้ว, ปี่คำ ถ้าเป็นลูกคนสุดท้อง
มักชื่อว่า หล้า และลุน เช่น คำหล้า, มาลุน, แก้วลุน เป็นต้น        
                   
        คำสร้อยหรือฉายา  เนื่องจากชาวทุ่งเสลี่ยมในสมัยก่อน มักมีชื่อซ้ำๆ กัน ทำให้  
ยากในการจำแนกว่าใครเป็นใคร  จึงมักให้สร้อย หรือฉายา โดยการนำเอาลักษณะเด่น ๆ มาต่อท้าย
เช่น หมาโว หมายถึง นายหมาขี้คุย / จุ้มแซ่ม หมายถึง นางจุ้มพูดมาก / จั๋นเป๋ หมายถึง นายจันทร์เดิน
ขากะเผลก เป็นต้น                
                   
        คำที่ใช้เรียกผู้ตาย  ชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม เวลาจะเอ่ยถึงผู้ที่ตายไปแล้ว มักใช้คำว่า  
"ผีต๋าย" นำหน้าด้วยเสมอ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถือว่าไม่ให้เกียรติ หรือไม่เป็นมงคลกับ
คนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น ผีต๋ายไอ่เสาร์ หมายถึง นายเสาร์ผู้ตายไปแล้ว / ผีต๋ายโหง ไอ่แก้วยักษ์ หมายถึง
นายแก้วนักเลงที่ถูกยิงตาย เป็นต้น            
                   
        คำที่ใช้เรียกชื่อและสรรพนามต่าง ๆ  เป็นคำที่ใช้เฉพาะ เช่น เด็ก เรียกว่า ละอ่อน /  
ผู้หญิง เรียกว่า อี่ / ผู้ชาย เรียกว่า ไอ่ / คำใช้แทนผู้พูด ใช้คำว่า ฮา / คำที่ใช้แทนตัวผู้ที่สนทนาด้วย เรียกว่า
คิง / พ่อ เรียก อี่ป้อ / แม่ เรียก อี่แม่/ พี่ชาย เรียก อ้าย / พี่สาว เรียก เอ้ย / พี่เขย เรียก ปี้จาย / พี่สะใภ้ เรียก
ปี้ลัว / ปู่ ย่า ตา ยาย เรียก ป้อหลวง แม่หลวง / ผู้เฒ่าผู้แก่ เรียก ป้ออุ๊ย แม่อุ๊ย / แม่ของแม่ เรียก แม่หม่อน /
พ่อของพ่อ เรียก ป้อหม่อน เป็นต้น            
                   
        คำที่ใช้เรียกของใช้หรือสิ่งของต่าง ๆ  จะมีชื่อเรียกเฉพาะ เช่น ขันน้ำ เรียก สะหลุ๋ง /  
ไม้กวาด เรียก ยู (ขึ้นนาสิก) / มุ้ง เรียก สุด / รองเท้า เรียก เกิบ เป็นต้น      
                   
     * ภาษาเขียน : ภาษาเขียนของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม ในสมัยก่อนก็สืบทอดมาจากภาษาล้านนาไทย
ที่เรียกว่า "ตั๋วเมือง" หรือ "หนังสือลาว"  ซึ่งนิยมเรียกกันในวัด สำหรับผู้ที่จะบรรพชาเป็นสามเณร หรือ
อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และนิยมเขียนหรือจารึก ลงในใบลาน และเขียนไว้ตามประตูวัด หรือในพระวิหาร
                   
                   
  2.  วัฒนธรรมด้านดนตรีพื้นเมือง
      เครื่องดนตรีพื้นเมือง ที่นิยมเล่นกัน มี สะล้อ ซอ ซึง ป้าด ก๋อง ก๊องวง ซิ้งม่อง ก๋องต๊ะ
ม้ง จิ่ง เจ้ (ตะหลดป๊ด)  ซึ่งนำมาเล่นในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น การแห่ครัวทาน    
        สะล้อ ซอ ซึง  ประกอบด้วย สะล้อใหญ่ / สะล้อเล็ก / ซึงใหญ่ / ซึงเล็ก / ขลุ่ยใหญ่ /ขลุ่ยเล็ก
กลอง / ฉิ่ง /ฉาบ                
                   
                   
  3.  วัฒนธรรมด้านศิลปะการร่ายรำ
      ศิลปะการร่ายรำของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นการร่ายรำเนื่องในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น
ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีการแห่ครัวทาน ประเพณีการบวชพระ เป็นต้น  ศิลปะการร่ายรำ ประกอบ
ดนตรีพื้นเมือง ที่นิยมคือ การฟ้อนปราสาทไหว  การฟ้อนเจิง  การฟ้อนรำโม้ง จิ่ง เจ้   การรำเถิดเทิงกลองต๊ะ
การรำซิ้งม่อง เป็นต้น              
                   
        การฟ้อนเจิง  เป็นศิลปะการต่อสู้แบบลีลา โดยผู้ฟ้อน 2 คน (กี่คู่ก็ได้) และทำลีลาเข้าหากัน
โดยใช้อวัยวะในตัวทุกชนิดเป็นอาวุธ เข้าห้ำหั่นกัน แต่เป็นลักษณะหยอกเอิน มากว่าจะเอาเป็นเอาตาย หรือ
จริงจัง เพื่อให้ดูเป็นลีลาสวยงาม ไม่มีดนตรีประกอบ          
                   
        การรำซิ้งม่อง  เป็นการร่ายรำที่มีผู้บรรเลงดนตรี 1 ชุด ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และผู้รำจะเป็นคู่ๆ
คือ ชาย - หญิง  (จะมีกี่คู่ก็ได้) และมีคนร้องเพลงประกอบ ใช้ดนตรีประเภทซิ้งม่อง    
                   
        การเล่นบ่กอน  เป็นการเล่นของหนุ่มสาว นิยมเล่นเวลากลางคืน เนื่องในเทศกาลสงกรานต์
โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ชาย และหญิง โดยมีกองไฟก่อไว้ตรงกลาง และมีอุปกรณ์การเล่น คือ "บ่กอน"
ซึ่งใช้ผ้าเย็บเป็นลักษณะกลม แล้วยัดด้วยนุ่นให้แน่น มีขนาดโตเท่าผลส้มโอ หรืออาจจะเย็บเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า ก็ได้ ผู้เล่นจะอยู่ห่างกันพอสมควร เริ่มเล่นโดยฝ่ายหญิงจะโยน "บ่กอน" ไปยังชายหนุ่ม ถ้าชายหนุ่ม
ผู้ใดรับได้ ก็จะถือบ่กอนไปยังกลุ่มหญิงสาวเพื่อแลกสิ่งของหรือรางวัลที่ฝ่ายหญิงสาวเตรียมไว้ และจะ
เปลี่ยนให้ฝ่ายชายโยนบ้างสลับกันไป            
                   
        การเล่นก๊องจ๊าง  เป็นการเล่นของผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันเลือนหายไปจนหมดสิ้น  นิยมเล่นใน
เทศกาลสงกรานต์ และงานบวชพระ เป็นต้น          
        การเล่นก๊องจ๊าง  จะมีผู้เล่น 2 ฝ่าย คือ ชาย กับ หญิง โดยฝ่ายชายจะใช้ผ้าต่อง (ผ้าขาวม้า)
ถือด้วยสองมือ ทำเป็นบ่วงสำหรับไล่คล้องคอฝ่ายหญิง แล้วถึงฝ่ายหญิงเข้ามาใกล้ ๆ แล้วปล่อยชายผ้า
ฝ่ายชายถือข้างหนึ่ง ฝ่ายหญิงถือข้างหนึ่ง และรำวงไปพร้อมๆกัน ลูกคู่ปรบมือให้จังหวะ ไม่มีดนตรีประกอบ
                   
        การเล่นขี้แนด  เป็นการเล่นของเด็ก การเล่นไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น เริ่มเล่นโดยมีการ  
คัดเลือกผู้ที่จะเป็นขี้แนดก่อน และผู้เล่นคนหนึ่งนำไม้มาขีดเป็นวงกลมใหญ่พอประมาณ ให้ทุกคนเข้าไป
อยู่ในวงกลม ผู้ที่เป็นขี้แนดจะเขย่งเท้าวิ่งไล่แตะ ผู้ที่อยู่ในวงกลม หากแตะโดนใครผู้นั้นต้องมาเป็นขี้แนดต่อ
                   
        การเล่นโจ้งลูกก๋ง (ลูกกระสุน)            
                   
                   
  4.  ประเพณีพื้นบ้าน
      ประเพณีพื้นบ้านของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม มีหลากหลายประเพณี ซึ่งเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต
และความเป็นอยู่ทั้งสิ้น เช่น ประเพณีปี๋ใหม่  ประเพณีปอยลูกแก้ว  ประเพณีกิ๋นข้าวสลาก เป็นต้น  
                   
        วันปี๋ใหม่ (วันสงกรานต์) มีวันสำคัญ ๆ ที่ยึดถือสืบต่อกันมา ดังนี้    
            วันสังขารล่อง ถือเอาวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี เป็นวันสังขารล่อง หรือสังขารล่วง
ชาวบ้านจะทำความสะอาด ปัดกวานบ้าน และยิงปืน หรือจุดพลุในเวลาเช้ามืดเพื่อขับไล่สังขารในวันดังกล่าว
และเพื่อให้สิ่งชั่วร้ายผ่านเลยไป              
     วันเน่า หรือ วันเนา ตรงกับวันที่ 14 เมษายน ของทุกปี ถือว่าไม่เป็นมงคล ชาวบ้าน
จะตระเตรียมอาหาร สิ่งของต่าง ๆ เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงแขก หรือไปทำบุญที่วัดในวันรุ่งขึ้น และห้ามมิให้
มีการด่าทอ ด่าว่ากันโดยเด็ดขาด เพราะไม่ดี          
     วันพญาวัน ถือเป็นวันสำคัญยิ่ง ตรงกับวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี  ตอนเช้า
จะพากันไปทำบุญที่วัด  ตอนสายจะพากันไปรดน้ำดำหัว เพื่อขอพร พ่อ-แม่ ญาติพี่น้อง หรือผู้หลักผู้ใหญ่
ที่เคารพนับถือ หลังจากรับศีลรับพรแล้ว ผู้ให้พรมักจะผูกข้อมือให้กับลูกหลานและผู้ที่เข้ารดน้ำดำหัวเสมอ
     วันปากปี๋ หรือวันเถลิงศก ตรงกับวันที่ 16 เมษายน ของทุกปี  ตอนเช้าชาวบ้าน
จะพากันไปฟังเทศน์ที่วัด และจะคอยฟังว่าคนเกิดวันใดจะมีโชค หรือมีเคราะห์ หากใครมีเคราะห์ก็จะทำ
พิธีสะเดาะเคราะห์ และปล่อยหอย ปล่อยปลา          
         ตลอดเวลาในช่วงนี้ จะมีการเที่ยว รดน้ำกันตลอดไป จนถึงประมาณวันที่ 20 เมษายน
จึงเลิกรากันไป                
                   
        ประเพณีปอยลูกแก้ว คือ ประเพณีการบวชพระ และสามเณร  ส่วนใหญ่จะตรงกับ  
เดือน 4, 6, 8 เหนือ (เดือน 2, 4, 6 ใต้) หรือประมาณเดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายน    
        งานปอยลูกแก้ว เป็นงานมงคล ก่อนบวช จะมีการเตรียมงานก่อนประมาณ 1-2 วัน เรียกว่า ดา
และจะแต่งตัวลูกแก้ว (นาค) ด้วยการให้นุ่งชุดขาว สวมแว่นดำ มีกระโจมสวมศรีษะ จะมีพู่ห้อยระยิบระยับ
กระตุ้งกระติ้งสวยงาม ประแป้งแต่งตัว            
        ก่อนวันบวช 1 วัน จะมีการแห่ลูกแก้ว ไปยังบริเวณหมู่บ้าน โดยให้ขี่จักรยาน หรือรถสามล้อ
แต่ปัจจุบันนิยมให้นั่งบนรถปิ๊กอัพ และที่วัดวังธาร หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งเสลี่ยม จะใช้ช้างเป็นพาหนะ ให้ลูกแก้วขี่
ถือเป็นงานประจำปี เรียกว่า "ประเพณีการแห่ลูกแก้วโดยขบวนช้าง" และปัจจุบันใช้ชื่อว่า "ประเพณีแห่ช้างบวชนาค
วัดวังธาร"  ซึ่งจะจัดทุกปี ประมาณต้นเดือนมีนาคม      
                   
        ประเพณีกิ๋นข้าวสลาก นิยมทำกันในช่วงเข้าพรรษา ประมาณเดือน 12 เหนือ (เดือน 10 ใต้)
หลังการปลูกดำนาเสร็จแล้ว เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไป ก่อนวัน  
กิ๋นข้าวสลาก จะเป็นวันแต่งดา โดยจะช่วยกันทำ "โก๋ย" ซึ่งทำจากไม้ไผ่มาสานเป็นชะลอม ขนาดเล็ก และ
ขนาดใหญ่ มีชื่อเรียกต่าง ๆคือ โก๋ยอุ้ม (ใหญ่) / โก๋ยหน้อย (เล็ก)  และยังมีโก๋ยผีต๋าย (ทำเป็นบ้านหลังน้อยๆ)
โก๋ยหมู่บ้าน  โก๋ยคนเฒ่าคนแก่  โก๋ยหนุ่มสาว เป็นต้น  และจะมีการทำเส้น (ใบอนุโมทนา) ประจำโก๋ยด้วย
เพื่อนำไปให้พระเณรจับสลากในวันกิ๋น            
                   
                   
  5.  วัฒนธรรมเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ในท้องถิ่น
      วัฒนธรรมเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ในท้องถิ่น ซึ่งสืบทอดกันมาถือว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น สิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับการเกษตร สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือ
จับสัตว์  เครื่องมือทอผ้า เป็นต้น ซึ่งจะมีชื่อเรียกเฉพาะ        
        เครื่องใช้ในครัวเรือน
        หม้อน้ำ              
          สะหลุ๋ง (ขัน)              
          น้ำโบย (กระบวย)            
          แอบหมาก              
          น้ำต้น (คนโท)            
          หม้อนึ่ง              
          ไหข้าว              
          ก่องข้าว               
          ป้าก (ทัพพี)              
          กัวะ              
          กระต่าย              
        เครื่องทอผ้า
        อิด(หีบฝ้าย)              
          กระโสย              
          เผี่ยน              
          จะลุ่น              
          ก๋ง (ดีดฝ้าย)              
        เครื่องมือจับสัตว์
        ไซ              
          สุ่ม              
          ตุ้ม              
         จ๋ำ (ยอ)              
          แฮ้งสับ              
          ล้อม              
          ด้วง              
          ฉมวก              
                   
                   
  6.  วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อ
      ความเชื่อถือของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมต่าง ๆ โดยฉพาะ
ความเชื่อเกี่ยวกับการ "ถือผี"  ทั้งนี้เพื่อความสบายใจและเพื่อให้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง เช่น   
การเลี้ยงผีปู่ย่า  การเลี้ยงเจ้าตี้  การสืบจ๊ะต๋า  การแป๋งขวัญ  การผูกข้อมือ  การขึ้นต๊าวตั้งสี่ เป็นต้น  
        การเลี้ยงผีปู่ย่า เป็นความเชื่อถือที่สืบทอดมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย แทบทุกหมู่บ้าน จะมีฮ้าน
ผีปู่ย่า (ผีประจำตระกูล)  ซึ่งจะคอยปกป้องลูกหลาน และจะคอยขจัดปัดเป่าเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ดังนั้น
ในรอบ 1 ขวบปี จะมีการชุมนุมพี่น้องเพื่อเลี้ยงผีปู่ย่า ส่วนสถานที่นิยมใช้เฮือนเก๊า (บ้านเดิม) เป็นหลัก
        ส่วนสิ่งของที่จะนำมาเลี้ยงผีปู่ย่านั้น ส่วนมากจะเหมือนกัน คือ ไก่ต้มสุก บางทีก็ 1 ตัว
หรือไม่ก็ 1 คู่ ที่ขาดไม่ดีก็คือ ธูปเทียน ดอกไม้ และหมากพลู จะต้องมีคู่กันเสมอ    
                   
        การเลี้ยงเจ้าตี้ เป็นการเลี้ยงผีที่เชื่อกันว่า สิงสถิตย์อยู่ ณ ที่ทำกิน เช่น ที่ไร่ ที่นา เมื่อเสร็จสิ้น
ฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว ก็จะมีการเลี้ยงผีเจ้าตี้ สิ่งของที่นำไปเลี้ยงก็มี เหล้าไห ไก่ 1 ตัว หรือเรียกว่า  
"เหล้าไห ไก่กู้ (คู่)  และบางทีก็มีขนมหวานไส้ขาว ไส้แดง        
        การแป๋งขวัญ เป็นการทำเพื่อเป็นสิริมงคลกับคนที่เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ จะมีบายศรี
ปากชาม พร้อมไก่ต้มสุก 1 ตัว พร้อมด้ายมงคลสำหรับผูกข้อมือ        
        การสืบจ๊ะต๋า หรือการสืบชะตา คือการต่อดวง เสริมดวง ทำเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์
หรือทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่าง ๆ ทำให้อายุยืนยาว การสืบชะตาแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
คือ สืบจ๊ะต๋าใหญ่ นิยมนิมนต์พระสงฆ์ 5-9 รูป และสืบจ๊ะต๋าหน้อย (เล็ก) นิยมนิมนต์พระ 1 รูป  
        อุปกรณ์ในการสืบจ๊ะต๋า เช่น ต้นกล้วย ต้นอ้อย กิ่งขนุน กิ่งบ่หมั้น (ฝรั่ง) จำนวนเท่าอายุ
เจ้าของจ๊ะต๋า และสะตวง (กระทง 9 ห้อง) 1 อัน  และให้ผู้ทำพิธีของหมู่บ้านเป็นผู้ทำพิธี (ส่วนใหญ่เป็น
อาจารย์วัดหรือผู้เคยบวชพระมาแล้ว)            
                   
  7.  วัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารพื้นเมือง
      วัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหาร หรือการกินของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม นิยมรับประทานข้าวเหนียว
เป็นส่วนใหญ่ ส่วนอาหารก็เป็นอาหารแบบพื้นเมือง แยกเป็นดังนี้        
        อาหารประเภทแกง  หรือต้มมีน้ำ เช่น แก๋งแค แก๋งอ่อม แก๋งฮังเล แก๋งโฮะ แก๋งส้ม  
แก๋งบ่ค้อนก้อม แก๋งปี๋ป้าว แก๋งเต้งมดแดง แก๋งเห็ดถอบ แก๋งออกลาน เป็นต้น    
        อาหารประเภทยำ  ยำหนามโก๊ง  ยำบ่เขือแจ้ใส่จิ้นย่าง  ยำยอดบ่ม่วง เป็นต้น  
        อาหารประเภทน้ำพริกผักจิ้มช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกแม่เก๋ น้ำพริกถั่วเน่า
น้ำพริกน้ำปู๋ เป็นต้น                
        อาหารประเภทดองช่น ผักกาดดอง  ผักเสี้ยนดอง  ดองแมงมัน  ป๋าจ่อม ป๋าส้ม จิ้นส้ม เป็นต้น
        อาหารประเภทลาบ/หลู้ช่น ลาบจิ้น (วัว,ควาย)  ลาบหมู ลาบค้างคาว ลาบจิ้นฟาน (เก้ง)
ลาบฮอก (กระรอก) เป็นต้น              
                   
                   
  8.  วัฒนธรรมด้านปฏิมากรรม
      ปฏิมากรรมของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม เป็นปฏิมากรรมเกี่ยวกับศาสนา เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมี
ผู้ที่เป็นช่าง เรียกว่า "สะหล่า"  เป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้าง และเป็นศิลปะแบบล้านนาไทย เป็นส่วนใหญ่
        พญานาค จะสร้างไว้ตรงบันได สำหรับขึ้นไปสู่วัด ในกรณีที่สร้างวัดไว้บนดอย (ภูเขา)
และบันไดนาคสั้น ๆ จะสร้างไว้ที่บันไดขึ้นสู่โบสถ์วิหาร        
        พระพุทธรูป (พระจ้า) หมายถึง พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ และวิหาร เรียกว่า
"พระเจ้า" สร้างพระพุทธรูป นิยมปั้นด้วยปูนขาว และทาสีเหลืองตรงที่เป็นจีวร    
        โฮงตุ๊เจ้า หรือกุฏิพระสงฆ์ จะสร้างไว้เฉพาะสำหรับให้พระภิกษุสามเณรอยู่อาศัย บางครั้ง
จะแยกโฮงสำหรับเจ้าอาวาสไว้ต่างหาก            
        หอก๋อง (หอกลอง) จะสร้างไว้สำหรับตีบอกเวลา คือ เวลาเช้า เวลาเพล และเวลาย่ำค่ำ โดย
ชาวบ้านจะถือเป็นสัญญาณในการกำหนดเวลาต่าง ๆ           
                   
                   
  9.  วัฒนธรรมเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง
      สิ่งก่อสร้างของชาวอำเภอทุ่งเสลี่ยม แต่เดิมจะเป็นลักษณะเฉพาะตัว แต่ปัจจุบันจะเลือนหาย
ไปเสียมาก เช่น เฮือน (เรือน)  หลองข้าว (ยุ้ง,ฉาง)  ฮ้างโต้ง (ห้างนา) เป็นต้น    
        เฮือนแบบชาวเหนือ ประกอบด้วย ตัวบ้าน ต๋าไฟ (ครัวไฟ)  แยกเป็นเอกเทศต่างหาก  
ฮ้านหม้อน้ำ  จาน (ชานบ้าน)  บันได  พิไล  อยู่ในตัวบ้าน, เติ๋น (อยู่ในตัวบ้าน)    
        หลองข้าว หรือยุ้งข้าว จะสร้างแยกเป็นเอกเทศต่างหาก ตั้งอยู่บริเวณหลังบ้าน ถ้าเป็น
หลองข้าวใหญ่ จะแสดงถึงฐานะของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี        
        ฮ้างโต้ง (ห้างนา) จะสร้างไว้บริเวณที่นากของใครของมัน สำหรับไว้พักผ่อน หรือหลบแดด
หลบฝน ในฤดูทำนา หรือเป็นที่อยู่เพื่อเฝ้าข้าวในนา มุงด้วยหญ้าคา ไม่มีฝากั้น แต่ถ้าเป็นแบบถาวร  
ก็จะมีฝากั้นมิดชิด                


             

view